บรรยากาศโลกมีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ขณะที่บรรยากาศเคลื่อนที่รอบโลกนั้นอากาศในชั้นล่างสุดจะเกิดการเคลื่อนไหวและเกิดการเปลี่ยนแปลงทำให้ได้ลักษณะอากาศต่างๆขึ้น เมื่อความกดดันอากาศเปลี่ยนจะทำให้อากาศเกิดการเคลื่อนไหว ซึ่งจะผลักให้บรรยากาศปะทะพื้นผิวโลกบวกกับแรงโน้มถ่วงที่ดึงให้ทุกอนุภาคอากาศอยู่รอบโลก เมื่ออากาศร้อนขึ้นจะลอยตัวสูงขึ้น ทำให้ความกดอากาศต่ำลงเมื่ออุณหภูมิลดลงอากาศจะจมตัวทำให้ความกดอากาศสูงขึ้น อุณหภูมิที่ผิวโลกมีการเปลี่ยนแปลงมากระหว่างอุณหภูมิของพื้นดินและพื้นน้ำทะเล ดังนั้นจึงทำให้อากาศร้อนในบริเวณหนึ่งและอากาศเย็นในบริเวณหนึ่งได้ บรรยากาศโลกพยายามปรับตัวให้มีความกดดันอากาศเท่าๆ กันทุกแห่ง ดังนั้นถ้าบริเวณใดมีความกดอากาศต่ำอากาศจากที่มีความกดดันอากาศสูงกว่าจะไหลเข้ามาแทนที่ทำให้อากาศเกิดการเคลื่อนที่เรียกว่า เกิดลม ในบรรยากาศมีไอน้ำปะปนอยู่ด้วย เมื่ออากาศลอยตัวสู่บรรยากาศที่สูงกว่าและเย็นกว่า ไอน้ำในอากาศจะเย็นตัวลงและกลั่นตัวเป็นหยดน้ำเล็กๆ เราสามารถเห็นหยดน้ำเหล่านี้ได้ในรูปเมฆความสูงจากผิวโลกขึ้นไปจนถึงจุดอุณหภูมิต่ำมากพอที่จะทำให้ไอน้ำกลั่นตัวเป็นหยดน้ำเรียกว่า จุดน้ำค้าง เมื่อไอน้ำในอากาศเย็นตัวลงและกลั่นตัวเป็นหยดน้ำมากขึ้น ปริมาณหยดน้ำในก้อนเมฆก็มากขึ้นด้วยทำให้เมฆก้อนใหญ่ขึ้น หยดน้ำนั้นจะหนักขึ้นและตกลงมาเป็นน้ำฝน น้ำฝนที่ตกลงมาจากท้องฟ้าในรูปแบบของเหลว เช่น น้ำฝนหรือน้ำค้าง หากเป็นรูปแบบของแข็งเช่น หิมะ หรือ ลูกเห็บ เป็นต้น

   เป็นเวลาหลายศตวรรษที่ธารน้ำแข็งได้ตกแต่งภูมิทัศน์ให้มีรูปร่างต่างๆกัน เช่น น้ำแข็งที่สะสมอยู่ในโพรงหินใกล้ยอดเขาจะค่อยๆกัดเซาะหินให้กลายเป็นแอ่งลึก เรียกว่า แอ่งน้ำภูเขา ถ้ามีแอ่งลึกเหล่านี้มากๆจะทำให้ยอดเขานั้นแหลมมีลักษณะคล้ายพีระมิด ดังเช่นพบ ณ ยอดเขาแมตเตอร์ฮอร์น ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ถ้าน้ำแข็งในแอ่งบนภูเขาหลายๆแอ่งลื่นไหลลงสู่หุบเขาใกล้เคียงที่อยู่เบื้องล่างจะเกิดการกัดเซาะจนกลายเป็นหุบเขารูปตัวยู ส่วนหุบเขาเล็กๆเรียกว่า หุบเขาลอย ที่อยู่บนเขาและถูกธารน้ำแข็งกัดเซาะไม่มากนั้นจะอยู่เหนือหุบเขาใหญ่รูปตัวยูที่อยู่เบื้องล่าง เมื่อธารน้ำแข็งละลายจะทิ้งสันเขาเศษหินจากธารน้ำแข็งไว้ ซึ่งอาจจะเป็นแนวเขายาวๆเตี้ยๆ เรียกว่าแนวเขาเศษหินจากธารน้ำแข็ง ซึ่งอาจจะพบเป็นกลุ่มๆ ธารน้ำแข็งเหล่านี้เมื่อละลายและมีการกัดเซาะหน้าดินลึกลงไปกลายเป็นแนวหน้าผาสูงชันและร่องน้ำที่ลึกและแคบ เรียกว่า ฟยอร์ด ส่วนมากพบในประเทศนอร์เวย์และอลาสกา จะมีร่องลึกและอ่าวแคบนี้ ผลพวงนี้เป็นอิทธิพลมาจากธารน้ำแข็งซึ่งเมื่อธารน้ำแข็งละลายระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้น ทำให้น้ำท่วมฟยอร์ดจนมองไม่เห็น ธารน้ำแข็งและหิมะอาจก่อเกิดปัญหาต่างๆและอันตรายแก่พื้นที่อยู่อาศัยถ้าธารน้ำแข็งเคลื่อนที่เข้ามาขวางกั้นหุบเขาไว้ จะทำให้หิมะละลายขังในหุบเขาและไหลลงสู่หมู่บ้านที่อยู่เบื้องล่างและทำให้เกิดน้ำท่วมได้ ธารน้ำแข็งส่วนใหญ่จะเคลื่อนตัวช้า แต่หากเกิดจากแผ่นดินไหวอาจจะทำให้ธารน้ำแข็งแตกตัวและเคลื่อนตัวได้เร็ว

    บนโลกมีน้ำแข็งปกคลุมพื้นดินอยู่ร้อยละ 10 ส่วนใหญ่จะพบในกรีนแลนด์และทวีปแอนตาร์กติกาซึ่งอยู่ใกล้กับขั้วโลก ที่เหลือพบเพียงน้อยนิดพบยอดเขาสูง ในประวัติศาสตร์โลกเกิดยุคน้ำแข็งเป็นเวลานานที่อากาศบนโลกหนาวเหน็บมากมีแผ่นน้ำแข็งปกคลุมโลกส่วนใหญ่ ยุคน้ำแข็งครั้งสุดท้ายเกิดเมื่อประมาณสองล้านปีที่แล้วและเพิ่งจะหมดยุคน้ำแข็งเมื่อ 10,000 ปีที่ผ่านมานี้เอง ซึ่งบางครั้งในยุคน้ำแข็งจะมีน้ำแข็งละลายไปบ้าง ซึ่งคาดว่าช่วงใดช่วงหนึ่งยุคน้ำแข็งจะเกิดขึ้นอีกครั้ง สถานที่บางแห่งหนาวเย็นมากและอยู่ในเงาของแสงอาทิตย์เสมอชั้นหินของหิมะจะอัดตัวกันและแข็งตัวกลายเป็นน้ำแข็ง ซึ่งถ้าถูกความดันหรือแรงดึงดูดจากแรงโน้มถ่วงโลก ก้อนน้ำแข็งจะค่อยๆลื่นไหลบนพื้นดิน น้ำแข็งที่กำลังเคลื่อนตัวเรียกว่า ธารน้ำแข็ง ส่วนปลายบนของธารน้ำแข็ง เรียกว่า เขตสะสมเป็นบริเวณที่มีชั้นหิมะเกิดขึ้นใหม่ที่กลายเป็นน้ำแข็ง ส่วนปลายล่างของธารน้ำแข็ง เรียกว่า เขตเสียดละลาย เป็นบริเวณที่น้ำแข็งละลายกลายเป็นน้ำเรียกว่า น้ำหิมะละลาย ขณะที่ธารน้ำแข็งลื่นไหลลงสู่ภูเขา ก้อนน้ำแข็งนี้อาจจะแตกออกเรียกว่า รอยแตกบนน้ำแข็ง ธารน้ำแข็งส่วนใหญ่จะยาวไม่เกิน 2-3 (…Read More)

   ชายฝั่ง คือ บริเวณที่แผ่นดินบรรจบกับทะเล ซึ่งรูปร่างจะเปลี่ยนแปลงด้วยอิทธิพลของคลื่นที่ซัดเข้าออกเป็นระยะเวลานาน จนทำให้ชายฝั่งบางแห่งมีรูปร่างสวยงาม แปลกตาน่าดูมากกว่าที่อื่น คลื่นมี 2 ชนิดคือ คลื่นทำลายซึ่งจะกัดเซาะทำลายชายฝั่งให้พังทลายลงไปคลื่นพวกนี้จะสูงและแรง และเกิดตอนมีพายุ จะซัดเข้าหาฝั่งอย่างรุนแรงพร้อมกวาดพากรวด หิน ทราย และสิ่งอื่นๆบนชายฝั่งทะเลให้จมหายไป คลื่นอีกชนิดคือ คลื่นก่อ เป็นที่คลื่นที่สร้างชายฝั่งและเกิดขึ้นในสภาพอากาศสงบ ซัดเข้าหาฝั่งไม่รุนแรงพร้อมทั้งพัดเอากรวดหิน ดิน จากทะเลเข้าสู่ชายฝั่งนั้น ทำให้ชายฝั่งขยายเพิ่มขึ้น บางครั้งชายฝั่งอาจถูกคลื่นกัดเซาะเนื้อหินอ่อนได้เร็ว ดังนั้นชายฝั่งจะประกอบด้วยหินหลายชนิดจึงถูกคลื่นพัดพาและกัดเซาะจนเกิดเป็นอ่าว ส่วนหินเนื้อแข็งที่เหลืออยู่จะยื่นออกเป็นหน้าผาหรือแหลมไปในทะเล รอยต่อหรือรอยแตกในหน้าผาถือเป็นจุดอ่อนที่เกิดจากการกัดเซาะหรือกษัยการได้ง่ายทำให้เกิดถ้ำ โดยคลื่นเซาะหินเนื้ออ่อนให้พังทลายลงไป ยอดคลื่นอาจจะเซาะเนื้อหินเพดานถ้ำให้ทะลุถึงผิวบนเกิดเป็นช่องอากาศ ส่วนแหลมที่ยื่นลงไปในทะเลอาจถูกคลื่นเซาะทั้ง (…Read More)

   ในขณะที่แม่น้ำไหลผ่านพื้นที่ต่างๆ ได้สร้างสิ่งสำคัญขึ้นหลายอย่าง แม่น้ำจะกัดเซาะหินทำให้เกิดทางน้ำแล้วนำอนุภาคของหินที่เกิดขึ้นนั้นลงสู่ทะเล เรียกว่า การพัดพาตะกอน แม่น้ำจะกัดเซาะตลิ่งและพัดพาตะกอนได้นั้นต้องใช้พลังงานแม่น้ำ ยิ่งไหลเร็วยิ่งมีพลังงานมาก แม่น้ำต่างๆจะไหลผ่านได้เร็วที่สุดเมื่อไหลลงจากที่ชัน แคบ และพื้นผิวเรียบถ้าแม่น้ำกว้างขึ้นหรือไหลผ่านพื้นที่ผิวขรุขระ แม่น้ำจะไหลช้าและสูญเสียพลังงานจึงไม่สามารถพัดพาตะกอนต่อไปได้อีก ทำให้ตะกอนนั้นค่อยๆจมลงบนพื้นผิวและกองทับถมกันเรียกว่า การทับถมของตะกอน แม่น้ำเซาะตลิ่งได้หลายวิธี น้ำจะดันอากาศให้แทรกเข้าไปอยู่ในรอยแตกหรือรอยต่อภายในหิน ทำให้แตกเป็นชิ้นๆก้อนหินเหล่านั้นจะถูกพัดพาไปและกระทบกันเองบ้างทำให้ก้อนเล็กลงไปอีก นอกจากนี้หินบางชนิดสามารถละลายน้ำได้ ซึ่งแม่น้ำจะถือกำเนิดจากต้นน้ำลำธาร จากที่สูงบนเนินเขาและไหลลงสู่ที่ต่ำจนถึงทะเล แม่น้ำตอนบนจะมีตลิ่งที่ชันและมีหน้าตัดเป็นรูปตัววี แต่เมื่อเข้าใกล้ทะเลมากขึ้นแม่น้ำก็จะกว้างมากขึ้นและตลิ่งจะชันน้อยลง เมื่อไหลผ่านที่ราบแม่น้ำจะคดเคี้ยวน้ำที่ไหลส่วนแนวโค้ง นอกจากจะไหลเร็วแล้วยังทำให้เกิดการกัดเซาะตลิ่งในบริเวณส่วนโค้ง เมื่อเวลาผ่านไปเกิดการทับถมกันของตะกอน เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า คุ้งน้ำจะขยายใหญ่ขึ้นในที่สุดจะเกิดเป็นบริเวณที่ราบน้ำท่วมถึง บางครั้งตะกอนนี้อายทับถมกันจนเกิดเป็นทะเลสาบ

น้ำใต้ดินและความสมดุลของน้ำ

   ระดับน้ำใต้ดินเรียกว่า มาตรน้ำใต้ดิน บริเวณที่ฝนตกชุก มาตรน้ำใต้ดินจะอยู่ตื้นในที่บางแห่งมนุษย์เราอาจต้องการใช้น้ำจากบ่อ จึงมีการขุดบ่อน้ำให้ลึกลงไปถึงระดับน้ำถ้าที่แห่งใดอยู่ต่ำกว่ามาตร น้ำใต้ดินจะปรากฎให้เห็นน้ำผิวดินเป็นลำธาร ถ้ามีช่วงแล้งนานเกินไปมาตรน้ำใต้ดินจะเลื่อนลงไปอยู่ลึกกว่าระดับเดิมมาก บ่อน้ำลำธารนั้นอาจเหือดแห้งได้ มนุษย์เปลี่ยนแปลงสภาพพื้นผิวดินจนทำให้สมดุลธรรมชาติเสียไป ผิวดินแห้งแตกระแหงหรือเกิดน้ำท่วมได้ง่าย เช่นการสร้างเมืองใหญ่และเมืองเล็ก ถนนในเมืองที่ทำด้วยคอนกรีตหรือยางมะตอยจะปิดกั้นไม่น้ำผ่านสู่ใต้ดินได้ ดังนั้นแทนที่น้ำจะค่อยๆซึมลงสู่ใต้ดิน น้ำจะไหลตามรางน้ำข้างถนนและไหลลงท่อซึ่งจะระบายน้ำลงสู่แม่น้ำลำคลองได้โดยตรง จึงอาจทำให้เกิดน้ำท่วมได้ง่ายถ้ามีฝนตกหนัก การถางป่าเพื่อทำเกษตรกรรมก็ก่อให้เกิดปัญหาเช่นกัน แรงกระแทกจากฝนและการไถด้วยรถไถ ทำให้ผิวหน้าดินอัดแน่นน้ำจะซึมผ่านได้ยาก เมื่อฝนตกลงน้ำจะไหลชะหน้าดินให้สูญหายไปด้วย สมดุลของน้ำจะถูกรบกวนไปด้วยถ้ามีการปลูกป่าในที่ที่ไม่เคยมีป่ามาก่อน ใบไม้ที่หนาทึบจะกั้นน้ำฝนไม่ให้ตกลงถึงพื้นดินได้น้อยลงและน้ำในดินยังถูกรากดูดออกไปด้วย มนุษย์สูบน้ำบาดาลใช้มากเกินไปก็ส่งผลให้แผ่นดินบริเวณนั้นทรุดตัวด้วย